ความสุขกับเงิน

ความสุขกับเงิน

“ตอนวัยรุ่น... ฉันมีเวลา มีแรง แต่ไม่มีงาน ไม่มีเงิน”

“ตอนวัยทำงาน... ฉันมีแรง มีงาน แต่ไม่มีเวลา ไม่มีเงิน(อยู่ดี)”

“ตอนเกษียณ... ฉันมีเวลา มีเงิน ไม่ต้องทำงาน แต่ไม่มีแรง” 

พออ่านจบ บางคนอาจจะอมยิ้ม ขำกับมุขอันเจ็บจี๊ด แต่บางคนอาจจะจิตตกมากไปกว่าเดิม เพราะดูเหมือนว่าไม่ว่าช่วงชีวิตตอนไหน เราก็ไม่สามารถหาความสุขได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะขาดอะไรอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นเป็นเพราะว่าคุณวาดภาพความสุขว่าเกิดจาก ๔ ปัจจัย นั่นคือ มีเวลา มีแรง มีเงิน และไม่ต้องทำงาน

แต่คุณอาจจะลืมไปว่าถ้าเรารักในงานที่ทำ เราจะทำงานนั้นได้ดี เราก็มีความสุขขึ้นได้ และผลตอบแทนจากการทำงานที่เรารักก็มักจะสูงขึ้นตามกันไป แต่ถึงเงินมันจะไม่เพิ่มขึ้นมันก็ไม่เป็นอะไรมากมาย เพราะเราได้ทำในสิ่งที่เรารักอยู่แล้ว ความสุขมันอยู่ตรงหน้าแล้วจะไปหาสิ่งอื่นเพื่ออะไร และถ้าเรายังไม่ได้รักในสิ่งที่เราทำ หรือ ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารักล่ะ ต้องทำอย่างไร ? ครูบาอาจารย์ได้สอนเราไว้แล้วว่า เพียงแค่เรามีสติรู้กาย รู้ใจ ไปตลอดในชีวิตประจำวัน แค่นั้น จะให้เจอปัญหาอะไร ความสุขก็โชยมาหาเราได้ตลอด ไม่จำเป็นต้องรอด้วยซ้ำไป เห็นไหมล่ะว่าจริงๆ แล้วความสุขมันเกิดขึ้นไม่ใช่พราะเงินเลยด้วยซ้ำ

แต่ถ้าถามว่าเมื่อทำงานแล้วได้เงินมา เราจะใช้เงินนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ?  พระพุทธเจ้า ท่านทรงตรัสไว้ว่าา

“ทรัพย์สินที่พึงได้ จากการประกอบกิจการงานต่างๆ นั้น

ควรแบ่งออกเป็น 4 กองเท่าๆ กัน

กองแรก เก็บสะสมไว้ใช้ยามขัดสน

กองสอง ใช้จ่ายเพื่อทดแทนผู้มีพระคุณ

กองสาม ใช้เพื่อความสุขส่วนตัว

กองสี่ ใช้เพื่อสร้างสรรค์ความดีงามให้แก่สังคม”

เงิน ใช้เพื่อความสุขส่วนตัว เป็นเพียงแค่ ๑ ใน ๔ วัตถุประสงค์หลักของเงินเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่มองว่าความสำคัญของเงินก็คือ เพื่อความสุขส่วนตัว... ลองเปลี่ยนความคิดกันดูไหมคะ

แบ่งปันโดย: HRMi Team

 330
ผู้เข้าชม
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์